สมาร์ทโฟนใหม่บางรุ่นไม่มีสายชาร์จ USB ในกล่อง ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคมากกว่าที่คาด

2865b3fb-6827-814c-bcd4-c79d32b49361.png

เมื่อไม่นานมานี้ Sony ได้เปิดตัว Xperia 10 VII ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดที่มาพร้อมกับนโยบายใหม่ที่น่าสนใจ นั่นคือการไม่มีสายชาร์จ USB ในกล่อง ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่หลายค่ายเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ Apple เริ่มต้นด้วย iPhone 12 ในปี 2020 และขยายไปยังผู้ผลิตรายอื่นๆ เช่น Samsung และ Xiaomi แม้ว่าจะมีเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมเป็นข้อแก้ตัว แต่การเปลี่ยนแปลงนี้กลับสร้างความไม่สะดวกและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้กับผู้บริโภคมากกว่าที่คิด

บริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชั้นนำอ้างว่าการตัดอุปกรณ์เสริมออกจากกล่องเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อม Sony มีโครงการ "Road to Zero" ที่ตั้งเป้าหมายให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ในขณะที่ Apple ประกาศเป้าหมาย Carbon Neutral ภายในปี 2030[1][2] รายงานจาก Apple ระบุว่าการตัดหัวชาร์จออกจากกล่องช่วยประหยัดแร่ธาตุอย่างทองแดง ดีบุก และสังกะสีได้ถึง 550,000 ตัน และการตัดพลาสติกห่อออกตั้งแต่ iPhone 13 ช่วยลดการใช้พลาสติกได้ปีละ 600 ตัน[3]

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อผู้บริโภคกลับไม่ได้ดีอย่างที่คาดหวัง ผู้ใช้งานใหม่ที่ซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องแรกหรือผู้ที่ไม่มีหัวชาร์จรองรับ USB-C จะต้องซื้อหัวชาร์จแยกในราคาประมาณ 149 บาทสำหรับหัวชาร์จ Apple 20W หรือเลือกใช้จากผู้ผลิตรายอื่น ซึ่งอาจสร้างปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง[4] นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์ที่ไม่มีพลาสติกห่อยังทำให้กล่องเสียหายได้ง่ายขึ้นในระหว่างการขนส่ง มีรายงานผู้ใช้งานหลายรายที่พบว่าเครื่องใหม่มีรอยเปื้อนหรือกล่องชำรุดก่อนการเปิดใช้งาน

แม้ว่าตัวเลขด้านสิ่งแวดล้อมจะดูน่าประทับใจ แต่ก็มีคำถามตามมาว่านี่เป็นการดำเนินการเพื่อสิ่งแวดล้อมจริงหรือเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจ การที่บรรจุภัณฑ์เล็กลงช่วยให้ผู้ผลิตสามารถขนส่งสินค้าได้มากขึ้นในแต่ละครั้ง ซึ่งลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้อย่างมาก รายงานจากผู้เชี่ยวชาญด้าน Supply Chain ระบุว่า Apple สามารถลดขนาดบรรจุภัณฑ์ iPhone 12 ลงได้ถึง 50% ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและลดต้นทุนได้อย่างเห็นได้ชัด[5]

ผู้บริโภคจึงติดอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในขณะที่ต้องการสนับสนุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็ต้องแบกรับต้นทุนและความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น การที่ผู้ผลิตรายอื่นๆ เริ่มตามรอยกันอย่างรวดเร็ว แม้จะเคยล้อเลียน Apple ในช่วงแรก แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มนี้น่าจะคงอยู่และขยายตัวต่อไป หากผู้ผลิตต้องการให้นโยบายนี้ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง อาจต้องมีทางเลือกที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การให้ผู้บริโบคเลือกรับหรือไม่รับอุปกรณ์เสริม หรือมีโปรแกรมแลกเปลี่ยนอุปกรณ์เก่าเพื่อลดราคาสินค้า มากกว่าการบังคับให้ทุกคนต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจไม่เหมาะกับทุกคน