Meta ได้ประกาศอัปเดตความสามารถใหม่ให้กับ Meta AI แชทบอทที่ทำงานข้ามแพลตฟอร์มของบริษัท โดยในเดือนมกราคม 2025 Meta ได้เปิดตัวฟีเจอร์ Memory และ Personalization ที่อนุญาตให้ Meta AI จดจำรายละเอียดจากการสนทนาและดึงข้อมูลจากบัญชี Facebook และ Instagram ของผู้ใช้เพื่อปรับแต่งคำตอบให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น รายงานจาก TechCrunch และแหล่งข่าวอื่นๆ ระบุว่าฟีเจอร์นี้พร้อมใช้งานบน Facebook, Messenger และ WhatsApp ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาแล้ว[1]
ฟีเจอร์ Memory ทำงานโดยให้ Meta AI สามารถจดจำข้อมูลสำคัญที่ผู้ใช้แบ่งปัน เช่น ความชอบส่วนตัว งานอดิเรก หรือข้อจำกัดทางอาหาร ตัวอย่างเช่น หากผู้ใช้บอกว่าเป็นมังสวิรัติ Meta AI จะนำข้อมูลนี้มาพิจารณาเมื่อแนะนำเมนูอาหารเช้าในการสนทนาครั้งต่อไป ผู้ใช้สามารถลบความทรงจำเหล่านี้ได้ทุกเมื่อ และ AI จะไม่จดจำสิ่งใดจากแชทกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ส่วนที่เป็นประเด็นคือการที่ Meta AI จะดึงข้อมูลจากโพสต์ รูปภาพ และกิจกรรมบน Facebook และ Instagram มาใช้โดยอัตโนมัติ[2]
ความสามารถในการปรับเปลี่ยนโฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของระบบโฆษณาของ Meta ที่ใช้ AI มาอย่างยาวนาน รายงานจาก Axios ระบุว่า Meta AI มีผู้ใช้งานมากกว่า 500 ล้านคนต่อเดือน และบริษัทกำลังใช้ข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมหาศาลที่เก็บสะสมมาตลอด 20 ปีเพื่อพัฒนา AI ที่ทรงพลังและเกี่ยวข้องกับผู้ใช้แต่ละคน ในขณะเดียวกันก็จำกัดความสามารถของผู้ใช้ในการปฏิเสธการใช้ข้อมูลเหล่านี้[3]
นโยบายความเป็นส่วนตัวของ Meta ระบุว่าบริษัทใช้ "ข้อมูลที่แชร์บนผลิตภัณฑ์และบริการของ Meta" รวมถึง "โพสต์ รูปภาพ และคำบรรยาย" เพื่อฝึกโมเดล AI แต่จะไม่ใช้ข้อความส่วนตัวในการฝึก ผู้ใช้ในยุโรปได้รับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายความเป็นส่วนตัวนี้เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย GDPR ขณะที่ผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกาไม่ได้รับการแจ้งเตือนเนื่องจากนโยบายดังกล่าวมีผลบังคับใช้อยู่แล้ว[4]
สิ่งที่น่าสนใจคือผู้ใช้ไม่สามารถปิดการใช้งานหรือหลีกเลี่ยงการที่ Meta AI จะดึงข้อมูลจากบัญชี Facebook และ Instagram ได้ แม้ว่าจะสามารถลบความทรงจำจากการสนทนาได้ แต่การที่ Meta ใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียเพื่อปรับแต่งโฆษณาและประสบการณ์ AI นั้นเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้ไม่สามารถเลือกไม่ใช้งานได้ การพัฒนานี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางที่ Meta กำลังมุ่งหน้า คือการผสานรวม AI เข้ากับทุกแพลตฟอร์มและใช้ข้อมูลผู้ใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น แต่ก็ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและการควบคุมข้อมูลของผู้ใช้ในยุคดิจิทัล
