แม้หลายฝ่ายจะกังวลว่า AI จะทำให้เกิดการสูญเสียงานจำนวนมาก แต่งานวิจัยและรายงานล่าสุดจากหลายสถาบันชั้นนำกลับชี้ให้เห็นภาพที่แตกต่าง การศึกษาจาก Goldman Sachs Research ระบุว่าการนำ AI มาใช้จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานเพียงเล็กน้อยและเป็นการชั่วคราว โดยคาดว่าอัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.5% ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่มีเพียง 2.5% ของงานในสหรัฐอเมริกาที่มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกแทนที่[1]
อย่างไรก็ตาม ผู้นำธุรกิจกลับมีความกังวลอย่างมาก การสำรวจจาก KPMG พบว่า 87% ของผู้บริหารเชื่อว่า AI agents จะแทนที่พนักงานได้ หากบริษัทไม่เร่งลงทุนในการพัฒนาทักษะให้กับพนักงาน โดยจำนวนองค์กรที่นำ AI agents มาใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของตลาดแรงงาน[2]
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon ได้ทดลองสร้างบริษัทจำลองที่มีพนักงานเป็น AI agents ทั้งหมด ผลปรากฎว่าเกิดความล้มเหลวอย่างมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า AI agents ยังไม่พร้อมที่จะทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ในปัจจุบัน[3] ขณะเดียวกัน การศึกษาจาก National Bureau of Economic Research (NBER) ระบุว่า AI มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทีมงานและลักษณะงานมากกว่าการแทนที่พนักงานโดยสิ้นเชิง[4]
กลุ่มงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเข้ามาของ AI ได้แก่ โปรแกรมเมอร์ นักบัญชี ผู้ช่วยทางกฎหมาย และพนักงานฝ่ายบริการลูกค้า ทั้งนี้ รายงานจาก Goldman Sachs ยังชี้ว่า AI อาจส่งผลกระทบต่อพนักงานประมาณ 6-7% ของแรงงานในสหรัฐฯ แต่ก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะงานมากกว่าการลดจำนวนพนักงานโดยตรง[5]
ผลการศึกษาจาก Indeed Hiring Lab ในปี 2025 เน้นย้ำว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลง DNA ของงาน โดย GenAI จะเปลี่ยนวิธีการทำงานและทักษะที่จำเป็น มากกว่าการแทนที่คนงานทั้งหมด ดังนั้น สิ่งสำคัญคือองค์กรต้องเตรียมพนักงานให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ผ่านการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะใหม่[6] ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวของ Todd Lohr หัวหน้าฝ่าย Ecosystems ของ KPMG ที่กล่าวว่า "ลูกค้าของเราไม่ได้ถามว่า AI จะเปลี่ยนธุรกิจหรือไม่ แต่พวกเขาถามว่าจะนำมาใช้ได้เร็วแค่ไหน"[7]
