Electronic Arts หรือ EA หนึ่งในค่ายเกมชั้นนำของโลกที่อยู่เบื้องหลังเกมดังอย่าง FIFA, Madden NFL และ The Sims ได้ประกาศข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการอุตสาหกรรมเกม โดยจะถูกเข้าซื้อกิจการและเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทเอกชนในดีลมูลค่าสูงถึง 55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กลุ่มนักลงทุนที่เข้ามาประกอบด้วยกองทุนการลงทุนสาธารณะของซาอุดีอาระเบีย (Public Investment Fund หรือ PIF), บริษัทลงทุน Silver Lake และ Affinity Partners ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งและนำโดย Jared Kushner เขยของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดีลนี้คาดว่าจะปิดการทำธุรกรรมในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2027 ของ EA ซึ่งตรงกับช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2026 ตามรายงานจาก The Verge และ CNBC
การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นรูปแบบ Leveraged Buyout โดยมีโครงสร้างการเงินที่ประกอบด้วยเงินสดประมาณ 36 พันล้านดอลลาร์จากกลุ่มนักลงทุนทั้งสาม รวมถึงการ roll-over หุ้นเดิมของ PIF ที่ถืออยู่ใน EA ประมาณ 9.9% และเงินกู้อีก 20 พันล้านดอลลาร์ที่ได้รับการค้ำประกันจาก JPMorgan Chase Bank โดยผู้ถือหุ้นของ EA จะได้รับเงินสด 210 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดในขณะนั้น หลังจากดีลเสร็จสิ้น หุ้นของ EA จะถูกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์สาธารณะทั้งหมด
สิ่งที่น่าสนใจคือ PIF ของซาอุดีอาระเบียไม่ได้ลงทุนเฉพาะใน EA เท่านั้น กองทุนแห่งนี้ยังมีการลงทุนในบริษัทเกมยักษ์ใหญ่อื่นๆ อย่าง Nintendo, Take-Two Interactive และ Capcom อีกด้วย การเข้ามามีบทบาทสำคัญในการซื้อกิจการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การลงทุนระยะยาวของซาอุดีอาระเบียในอุตสาหกรรมเกมและความบันเทิงดิจิทัล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผน Vision 2030 ที่ต้องการลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน
Andrew Wilson ซีอีโอของ EA ได้ส่งอีเมลถึงพนักงานยืนยันว่าหลังการเข้าซื้อกิจการเสร็จสิ้น เขาจะยังคงดำรงตำแหน่ง CEO ต่อไป และ EA จะยังคงตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Redwood City รัฐแคลิฟอร์เนีย Wilson กล่าวว่ากลุ่มนักลงทุนใหม่มีความมั่นใจในแบรนด์ EA ทีมบริหาร และต้องการสนับสนุนการเติบโตในธุรกิจความบันเทิงต่อไป อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ถือหุ้นของ EA ก่อนที่ดีลจะเสร็จสมบูรณ์
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออนาคตของ EA ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นทิศทางการพัฒนาเกม ประเภทเกมที่จะได้รับการลงทุน รวมถึงวัฒนธรรมการทำงานของทีมพัฒนาเกม การเป็นบริษัทเอกชนจะทำให้ EA มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการตัดสินใจเชิงธุรกิจโดยไม่ต้องกังวลกับแรงกดดันจากตลาดหุ้นระยะสั้น แต่ก็อาจเกิดคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสและทิศทางในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีนักลงทุนจากหลายภูมิภาคที่อาจมีวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกันเข้ามามีบทบาท
