วันที่ 14 ตุลาคม 2025 เป็นวันสิ้นสุดการสนับสนุนอย่างเป็นทางการของ Windows 10 จาก Microsoft ซึ่งหมายความว่าระบบปฏิบัติการนี้จะไม่ได้รับการอัปเดตแพตช์ความปลอดภัย การปรับปรุงฟีเจอร์ และการสนับสนุนทางเทคนิคอีกต่อไป[1] แม้ว่า Microsoft Defender Antivirus จะยังคงทำงานและได้รับการอัปเดตฐานข้อมูลไวรัส (Security Intelligence) ต่อไปจนถึงปี 2028[2][3] แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยหลายรายเตือนว่าการพึ่งพาโปรแกรมป้องกันไวรัสเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการปกป้องเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ
ตามรายงานจากเว็บไซต์ Business Standard ระบุว่า Windows 10 ยังมีผู้ใช้งานอยู่ประมาณ 40% ของผู้ใช้ Windows ทั้งหมดทั่วโลก[4] หลังจากวันสิ้นสุดการสนับสนุน เครื่องคอมพิวเตอร์จะยังคงทำงานได้ตามปกติ แต่จะขาดการอัปเดตความปลอดภัยที่สำคัญสำหรับช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการเอง ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกโจมตีจากมัลแวร์และภัยคุกคามทางไซเบอร์ต่างๆ Microsoft ยืนยันว่าจะให้การสนับสนุน Microsoft 365 Apps (เช่น Word, Excel, Outlook) และ Microsoft Defender Antivirus บน Windows 10 ต่อไปจนถึงปี 2028[5] ซึ่งให้เวลาผู้ใช้ในการวางแผนการเปลี่ยนแปลง
ประเด็นสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญจาก Microsoft Q&A เน้นย้ำคือ โปรแกรมป้องกันไวรัส ไม่ว่าจะเป็น Microsoft Defender หรือผลิตภัณฑ์จากบริษัทอื่น ไม่สามารถแก้ไขช่องโหว่ความปลอดภัยที่เกิดจากโค้ดของ Windows เองได้[6] เนื่องจากมีเพียง Microsoft เท่านั้นที่มีสิทธิ์และความสามารถในการแก้ไขโค้ดของระบบปฏิบัติการ ดังนั้น แม้ว่า Defender จะได้รับการอัปเดตฐานข้อมูลไวรัสอยู่เป็นประจำ แต่หากมีช่องโหว่ระดับระบบปฏิบัติการเกิดขึ้น โปรแกรมป้องกันไวรัสจะไม่สามารถป้องกันได้อย่างสมบูรณ์
สำหรับผู้ใช้ที่ยังคงต้องการใช้งาน Windows 10 ต่อ Microsoft เปิดให้บริการโปรแกรม Extended Security Updates (ESU) ซึ่งเป็นบริการแบบเสียค่าใช้จ่ายเป็นครั้งแรกสำหรับผู้ใช้ทั่วไป[7] โดยมีราคาประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี และให้บริการได้จนถึงตุลาคม 2026 สำหรับปีแรก ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ได้รับการอัปเดตแพตช์ความปลอดภัยที่สำคัญแม้ว่าการสนับสนุนหลักจะสิ้นสุดลงแล้ว
ทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ Windows 10 มีดังนี้:
- อัปเกรดไปใช้ Windows 11 หากฮาร์ดแวร์รองรับข้อกำหนดขั้นต่ำของระบบ[8]
- ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ ที่มี Windows 11 ติดตั้งมาพร้อม
- ลงทะเบียนโปรแกรม Extended Security Updates เพื่อรับการอัปเดตความปลอดภัยต่อไปอีก 1-3 ปี
- เปลี่ยนไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่น เช่น Linux หรือ ChromeOS Flex สำหรับเครื่องที่ไม่รองรับ Windows 11[9]
- ใช้บริการ third-party security เช่น 0Patch ที่ให้การแก้ไขช่องโหว่จำกัดสำหรับ Windows รุ่นเก่า[10]
สิ่งสำคัญคือผู้ใช้ไม่ควรประมาทและคิดว่าการมีโปรแกรมป้องกันไวรัสเพียงอย่างเดียวจะช่วยให้ปลอดภัยได้ โดยเฉพาะหากใช้งานเกี่ยวกับข้อมูลสำคัญ เช่น การธนาคารออนไลน์ การยื่นภาษี หรือการซื้อขายออนไลน์ การวางแผนเปลี่ยนแปลงไปใช้ระบบปฏิบัติการที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดในระยะยาว
